ถ้าคุณเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่หลายแห่ง

ชื่อหนึ่งที่เจอบ่อยคือ BlackRock

พอเจอบ่อยเข้า คำอธิบายที่ตามมาจึงฟังดูน่าเชื่อทันที

“BlackRock เป็นเจ้าของทุกบริษัท”

ยิ่งเห็นตัวเลขล่าสุดยิ่งชวนให้คิดแบบนั้น

BlackRock รายงานว่าบริหารทรัพย์สินมูลค่าราว 509 ล้านล้านบาท (15.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026

ตัวเลขใหญ่จนคำว่า “บริษัทจัดการลงทุน” ฟังดูเล็กเกินไป

แต่จุดสำคัญอยู่ที่คำว่า “บริหาร”

เงินก้อนราว 509 ล้านล้านบาท (15.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) นี้เรียกว่า AUM หรือ Assets Under Management

แปลแบบคนทั่วไปคือ มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่อยู่ในการดูแลของ BlackRock

ไม่ใช่เงินทั้งหมดที่ BlackRock เป็นเจ้าของ

ลองนึกภาพว่าคุณมีเงินเก็บ แล้วจ้างคนมาช่วยจัดพอร์ตตามโจทย์ที่ตกลงกัน

เขาตัดสินใจแทนคุณบางเรื่องได้

ซื้อ ขาย ปรับสัดส่วน หรือดูแลความเสี่ยงตามกรอบที่ให้ไว้

แต่เงินไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของมาเป็นของคนจัดพอร์ต

BlackRock ทำงานลักษณะนี้ในสเกลมหาศาล

ลูกค้ามีตั้งแต่นักลงทุนทั่วไป ไปจนถึงกองทุนบำนาญ บริษัทประกัน และสถาบันขนาดใหญ่

บางรายมีบัญชีลงทุนแยกของตัวเอง แล้วมอบหมายให้ BlackRock บริหาร

อีกจำนวนมากลงทุนผ่านกองทุนรวมและ ETF หรือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น

ในกรณีนี้ นักลงทุนถือหน่วยกองทุน

ตัวกองทุนเป็นผู้ถือหุ้นและสินทรัพย์ในพอร์ต

ส่วน BlackRock เป็นผู้จัดการหรือที่ปรึกษาที่ทำงานให้กองทุนนั้น

เพราะฉะนั้น เวลาชื่อ BlackRock โผล่ในรายงานผู้ถือหุ้น

มันอาจหมายถึงหุ้นที่อยู่ในกองทุนหรือบัญชีลูกค้าที่บริษัทดูแล

รวมถึงสิทธิ์จัดการหรือสิทธิ์ออกเสียงที่ได้รับมอบหมาย

ไม่ใช่หลักฐานว่า BlackRock เอาเงินของบริษัทเองไปซื้อหุ้นทั้งหมด

ถ้าอย่างนั้น ในเมื่อไม่ได้เป็นเจ้าของเงินทั้งหมด

ทำไม BlackRock ยังถูกมองว่าทรงอำนาจ?

เพราะ “ไม่ใช่เจ้าของ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีอำนาจ”

อำนาจชุดแรกมาจากการอยู่ตรงกลางของการตัดสินใจจำนวนมหาศาล

เงินของคนหลายกลุ่มไหลผ่านผลิตภัณฑ์ กองทุน และระบบที่ BlackRock ดูแล

ในกองทุนแบบ active ผู้จัดการมีพื้นที่เลือกลงทุนตามกลยุทธ์

ใน index fund หรือกองทุนดัชนี พื้นที่เลือกแคบลง เพราะต้องซื้อหุ้นตามดัชนีที่กำหนด ไม่ได้เลือกบริษัททีละตัวตามความชอบ

แต่แม้เป็นการ “ทำตามดัชนี” งานจริงก็ยังมีเรื่องการจัดพอร์ต ซื้อขาย จัดการเงินเข้าออก ยืมหลักทรัพย์ คุมความเสี่ยง และออกแบบผลิตภัณฑ์ให้คนเข้าถึงตลาดได้

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้กับเงินระดับนี้

การตัดสินใจที่ดูเหมือนงานหลังบ้านก็กลายเป็นโครงสร้างสำคัญของตลาด

อำนาจชุดที่สองมาจากสิทธิ์โหวต

หุ้นไม่ได้ให้แค่สิทธิ์รับผลตอบแทน

มันยังให้สิทธิ์ลงคะแนนในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เช่น เลือกกรรมการ หรือโหวตมติสำคัญของบริษัท

ถ้าลูกค้าหรือกองทุนมอบสิทธิ์นี้ให้ผู้จัดการใช้แทน

ผู้จัดการจึงไม่ได้ดูแลแค่เงิน

แต่ได้ถือไมค์ในห้องประชุมผู้ถือหุ้นด้วย

ในรอบ 12 เดือนถึงสิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 หน่วยงาน Investment Stewardship ของ BlackRock รายงานว่าเข้าพูดคุยกับประมาณ 2,000 บริษัท และลงคะแนน 154,000 มติ ในการประชุมผู้ถือหุ้น 16,600 ครั้ง

Investment stewardship แปลแบบไม่เป็นทางการคือ งานดูแลสิทธิผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ทั้งการคุยกับบอร์ด ดูเรื่อง governance หรือวิธีที่บริษัทถูกกำกับ และใช้สิทธิ์โหวตในนามลูกค้าที่มอบอำนาจให้

ตรงนี้คืออิทธิพลจริง

เพราะเสียงโหวตจำนวนมากสามารถมีผลต่อกรรมการ นโยบายค่าตอบแทน และมติอื่นของบริษัทได้

แต่ต้องวางเส้นให้ชัดเช่นกัน

สิทธิ์โหวตไม่เท่ากับสิทธิ์สั่งงานทุกวัน

BlackRock ไม่ได้เดินเข้าไปตั้งราคาสินค้า เลือกพนักงาน หรือเขียนกลยุทธ์แทนฝ่ายบริหารทุกบริษัท

บริษัทระบุในแนวทาง stewardship ว่าไม่ได้ทำ engagement เพื่อเปลี่ยนหรือมีอิทธิพลต่อการควบคุมบริษัท และการกำหนดกับทำกลยุทธ์ยังเป็นหน้าที่ของบอร์ดกับฝ่ายบริหาร

พูดง่าย ๆ คือ

BlackRock มีเสียงในฐานะผู้ถือสิทธิ์ที่ได้รับมอบหมาย

แต่ไม่ได้ถือพวงมาลัยของทุกบริษัท

อำนาจชุดที่สามมาจากความเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ของโลกการลงทุน

เมื่อบริษัทเดียวมีทั้งกองทุน iShares ระบบบริหารความเสี่ยงและพอร์ตอย่าง Aladdin เครือข่ายลูกค้าสถาบัน และทีมที่ติดตามบริษัททั่วโลก

มันไม่ได้เป็นแค่คนซื้อหุ้นรายหนึ่ง

แต่นั่งอยู่ตรงจุดที่เงิน ข้อมูล กติกากองทุน และการกำกับบริษัทมาชนกัน

ตรงนี้ทำให้ BlackRock มี institutional role หรือบทบาทเชิงสถาบัน

บริษัทอื่นต้องฟัง ไม่ใช่เพราะ BlackRock สั่งได้ทุกเรื่อง

แต่เพราะมันพูดแทนเงินจำนวนมาก และสามารถใช้สิทธิ์ที่ติดมากับเงินก้อนนั้นได้

คำถามต่อมาคือ แล้วเจ้าของเงินจริง ๆ ได้ออกเสียงแค่ไหน?

BlackRock พยายามตอบเรื่องนี้ด้วย Voting Choice

คือระบบที่ให้ลูกค้าบางกลุ่มเลือกนโยบายโหวต กำหนดแนวทางเอง หรือเลือกว่าจะให้ BlackRock ใช้ดุลยพินิจต่อ

ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 BlackRock ระบุว่ามีสินทรัพย์ฝั่ง index equity ราว 131.7 ล้านล้านบาท (3.96 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่เข้าเกณฑ์ และราว 30.7 ล้านล้านบาท (923 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) กำลังใช้ Voting Choice

ตัวเลขนี้บอกสองเรื่องพร้อมกัน

หนึ่ง เจ้าของเงินมีทางเลือกมากขึ้นจริง

สอง เงินอีกจำนวนมากยังไม่ได้ใช้ทางเลือกนั้น หรือยังไม่เข้าเกณฑ์

ดังนั้น การบอกว่า BlackRock “คืนสิทธิ์ให้ลูกค้าแล้ว” จึงจริงเพียงบางส่วน

และการบอกว่า BlackRock “ผูกขาดทุกเสียงโหวต” ก็ไม่จริงเช่นกัน

ภาพที่ใกล้ความจริงกว่าคือ อำนาจถูกแบ่งกันอยู่หลายชั้น

เจ้าของเงินกำหนดเป้าหมาย

กองทุนถือสินทรัพย์

ผู้จัดการนำเงินไปทำงานตามกติกา

บางคนเลือกวิธีโหวตเอง

บางคนมอบให้ BlackRock โหวตแทน

ส่วนบริษัทที่ถูกลงทุนยังมีบอร์ดและฝ่ายบริหารเป็นคนตัดสินใจทำธุรกิจ

ไม่มีชั้นไหนอธิบายทั้งระบบได้ด้วยคำเดียวว่า “เจ้าของ”

แต่การแยกชั้นเหล่านี้ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างว่าไม่มีปัญหาให้ถาม

เมื่อคนจำนวนมากเลือกกองทุนเพราะง่าย ถูก และไม่ต้องติดตามบริษัททีละแห่ง

งานตัดสินใจและงานโหวตจำนวนมหาศาลก็ถูกส่งไปรวมที่ผู้จัดการกองทุนไม่กี่ราย

นี่เป็นผลข้างเคียงของความสะดวก

ยิ่งการลงทุนแบบดัชนีโตขึ้น

คำถามเรื่องใครโหวตแทนใคร ใครตั้งนโยบาย และเจ้าของเงินตรวจสอบอย่างไร ยิ่งสำคัญขึ้น

เพราะฉะนั้น ประโยคที่ว่า “BlackRock เป็นเจ้าของโลก” ผิดตรงที่เอาเงินของลูกค้าไปนับเป็นทรัพย์สินของบริษัททั้งหมด

แต่ความรู้สึกว่า BlackRock มีอำนาจ ไม่ได้เกิดจากอากาศ

มันเกิดจากการที่เงินจำนวนมหาศาล

สิทธิ์โหวตจำนวนมหาศาล

และระบบการลงทุนจำนวนมาก

ไหลผ่านมือของบริษัทเดียว

BlackRock ไม่ได้เป็นเจ้าของทุกบริษัท

แต่อยู่ในตำแหน่งที่ช่วยตัดสินใจแทนเจ้าของเงินจำนวนมาก

และนั่นอาจเป็นอำนาจที่สำคัญกว่าการเป็นเจ้าของชื่อบนกระดาษเสียอีก

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แค่

“BlackRock เป็นเจ้าของอะไรบ้าง?”

แต่คือ

“BlackRock ได้รับมอบอำนาจอะไรจากใครบ้าง และเจ้าของเงินยังตรวจสอบอำนาจนั้นได้แค่ไหน?”

แหล่งข้อมูลและอ้างอิง

ภาพอธิบายเชิงบรรณาธิการ · TheTungLak / Canva original editorial diagram; sources: BlackRock Q2 2026, SEC

  1. BlackRock — Q2 2026 results
  2. BlackRock — 2025 Annual Report / SEC Form 10-K
  3. BlackRock — Investment Stewardship overview
  4. BlackRock — Q2 2026 Investment Stewardship report
  5. BlackRock — Voting Choice
  6. BlackRock — U.S. proxy voting guidelines
  7. U.S. SEC — Proxy Voting by Investment Advisers
  8. Investor.gov — Shareholder Voting
  9. U.S. SEC — beneficial ownership / Schedule 13G guidance